สังคมและวัฒนธรรมในสมัยคองบอง



สังคมและวัฒนธรรมในสมัยคองบอง


เอกสารกลุ่มนี้ประกอบด้วยหนังสือ 2 เล่ม และบทความ 2 บทความ ดังนี้

บุญเทียม พลายชมพู (2006) ได้กล่าวถึงโครงสร้างสังคมพม่าในสมัยคองบอง ไว้ในหนังสือเรื่อง พม่า : ประวัติศาสตร์ อารยธรรม และความสำคัญระหว่างประเทศ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ก่อนอังกฤษยึดครองพม่าเป็นอาณานิคม พม่ามีโครงสร้างทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพม่า คือ มีระบบกษัตริย์มีพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลในสังคมอย่างมาก มีขุนนางข้าราชการปกครองดูแลประชาชนตามระบบไพร่ ทาส เครือญาติอุปถัมภ์ องค์ประกอบของโครงสร้างสังคมพม่า ได้แก่ พระมหากษัตริย์ ศาสนาพุทธ เมียวทุคยี (Myothugyi เจ้าเมือง) และประชาชน ซึ่งมีทั้งเสรีชนและทาส เสรีชนมี 2 พวกคืออามูดัน (Ahmudan) กับอทิ (Athi) ส่วนทาสจะมีทาสที่รับใช้นาย เรียกว่า คยูน (Kyun) และทาสวัดเรียกว่า พยาคยูน (Paya Kyun) องค์ประกอบทั้งหมดนั้น คือโครงสร้างของสังคมพม่า และทำให้สังคมพม่ารวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ศาสนาพุทธเป็นผู้กำหนดและสร้างรูปแบบชีวิตสังคมของชาวพม่า คณะสงฆ์ (Monas tic Order) ซึ่งเรียกว่าสังคะ (Sangha) ได้รับความเคารพอย่างสูงจากประชาชนศาสนาพุทธได้วางข้อกำหนดของความประพฤติเพื่อให้ปฏิบัติตามพระสงฆ์ (Pongyis) เป็นที่นับถือของประชาชนและเชื่อกันว่าผลบุญจะได้รับมากขึ้น โดยการทำบุญกับพระสงฆ์ พระสงฆ์มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากเพราะการศึกษาทั้งหมด วรรณกรรมและการเรียนรู้ทุกอย่างอยู่ในมือพระสงฆ์ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมาตลอดว่าเด็กชายชาวพม่าจะบวชเป็นเณรประมาณ 3 ปี หรือมากกว่านั้นถ้าต้องการ โดยไม่มีการบังคับ
         Barbara A. Watson (1993) ได้กล่าวถึงความเชื่อในสังคมพม่ายุคสมัยคองบอง ไว้ในหนังสือเรื่อง Religious Development in Southeast Asia c.1500-1800 โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ความยึดมั่นอยู่กับเรื่องภูตผีวิญญาณ เป็นมรดกสำคัญของความเชื่อเชิงศาสนาที่มีมาแต่ดั้งเดิมในพื้นถิ่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ภูตวิญญาณพวกนี้ ถูกดึงให้เข้ามาอยู่ในโลกของศาสนาหลัก ซึ่งเป็นศาสนาที่กษัตริย์และราชสำนักของพระองค์ให้ความอุปถัมภ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ในพม่า ที่พำนักอย่างเป็นทางการที่นัต (ผี / วิญญาณ) ทั้ง 37 ตนสถิตอยู่ คือเจดีย์ชเวซิกองที่พุกาม ทว่าองค์ประมุขได้พระราชทานที่ดินให้นัตแต่ละตนคนละแปลงเป็นการเฉพาะ โดยนัตจะได้รับการเซ่นไหว้จากผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวนั้น ในทางกลับกันเป็นที่คาดหวังว่าวิญญาณนัตเหล่านี้จะต้องรับใช้กษัตริย์และรับรู้อำนาจหน้าที่ทางศีลธรรมของศาสนาประจำราชสำนัก ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนการที่กษัตริย์ทรงให้การอุปถัมภ์และการที่ประชาชนให้ความเคารพ
          ศิลปวัฒนธรรม (2017) ได้กล่าวถึงความเชื่อในสังคมพม่ายุคสมัยคองบอง ไว้ในบทความเรื่อง การสลายอำนาจ “นัต” ผีอารักษ์ในพม่าท่ามกลางสังคมพุทธ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า นัต ตามคติของชาวพม่าจึงหมายถึงผู้ทรงฤทธิ์ เป็นได้ทั้งเทพยดาและวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับกรณีนัต ที่เป็นวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์จะเป็นภูตผู้เป็นที่พึ่งของปุถุชนทั่วไป มีสถานะกึ่งผีกึ่งเทพ ระดับสูงกว่าผีทั่วไป แต่ไม่เท่าเทพ นัตลักษณะนี้จึงไม่ใช่ผีสามัญอย่างที่เรียกกันว่า ตะเช หรือตะแย แต่เป็นวิญญาณของผู้ตายจากภัยอันร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนให้ความเคารพบูชาและมีพิธีเข้าทรงลงผี อันมาจากความเชื่อว่านัตจะช่วยเหลือและคุ้มภัย
         ลลิตา หาญวงษ์ (2018) ได้กล่าวถึงความเชื่อในสังคมพม่ายุคสมัยคองบอง ไว้ในบทความเรื่อง ความเชื่อเรื่องผีนัตกับความเป็นปัจเจกในสังคมพม่า (1) โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ระบบความเชื่อประเภทการนับถือผีของชาวพม่ามีระบบระเบียบ และชี้ให้เห็นความเป็นปัจเจกของสังคม/คนพม่า เพราะคนพม่ามีความเชื่อเรื่อง ‘ผีนัต’ ซึ่งก็มีอยู่หลายระดับ ตั้งแต่ผีนัตระดับชาติ ที่มีอยู่ 37 ตน เรียกติดปากว่า นัต 37 ตน (Thirty-Seven Nats) และยังมีผีนัตในระดับเมือง หมู่บ้าน หรือผีนัตที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งนับถือ คนพม่ายกย่องนัต 37 ตนว่าเป็นนัตที่มีความสำคัญที่สุดในบรรดาผีทั้งปวง เมลฟอร์ด สไปโร (Melford E. Spiro) นักมานุษยวิทยาอเมริกันที่ศึกษาด้านศาสนาและการนับถือผีในพม่าคนสำคัญตั้งข้อสังเกตว่าความเชื่อเรื่องนัตมีความสำคัญเทียบเท่าพระพุทธศาสนา ที่กล่าวเช่นนี้เพราะคนพม่าเกือบทั้งหมดบูชานัตไปพร้อม ๆ กับบูชาพระพุทธเจ้า
       
       จากการศึกษาประเด็นสังคมและวัฒนธรรมยุคคองบอง พบว่าในเรื่องโครงสร้างสังคม งานของบุญเทียม พลายชมพู ได้ให้คำอธิบายไว้อย่างรอบด้าน กล่าวคือ องค์ประกอบของโครงสร้างสังคมพม่า ได้แก่ พระมหากษัตริย์ ศาสนาพุทธ เมียวทุคยี (Myothugyi เจ้าเมือง) และประชาชน ซึ่งมีทั้งเสรีชนและทาส เสรีชนมี 2 พวกคืออามูดัน (Ahmudan) กับอทิ (Athi) ส่วนทาสจะมีทาสที่รับใช้นาย เรียกว่า คยูน (Kyun) และทาสวัดเรียกว่า พยาคยูน (Paya Kyun) โดยชี้ให้เห็นว่า สถาบันที่ทรงอิทธิพลมี่สุดในสังคมพม่ายุคคองบอง คือสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนา นอกจากนี้ในเรื่องของความเชื่อ พบว่างานของบาบาร่า วัตสัน ลลิตา หาญวงศ์ และศิลปวัฒนธรรม กล่าวสอดคล้องกันในประเด็นเรื่องแก่นของความเชื่อ โดยกล่าวถึงสถานะอันสูงส่งของ “นัต” ในระบบความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของชาวพม่า โดยงานของศิลปวัฒนธรรม เน้นอธิบายลักษณะของนัตในระบบความเชื่อ งานของบาบาร่า วัตสัน ได้เน้นอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างนัตกับกษัตริย์ และงานของลลิตา หาญวงษ์ ได้เน้นความสัมพันธ์หรืออิทธิพลระหว่างความเชื่อเรื่องนัตกับศาสนาพุทธ



Comments

Popular Posts