การเมืองการปกครองในสมัยคองบอง
การเมืองการปกครองในสมัยคองบอง
เอกสารกลุ่มนี้ประกอบด้วยหนังสือ
17 เล่ม และบทความออนไลน์ 1 บทความ ดังนี้
G.E.
Harvey (1925)
ได้กล่าวถึงภูมิหลังของปฐมกษัตริย์อลองพญาไว้ในหนังสือ
A History of
Burma โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า อลองพญา (1752-60)
เกิดในปี
1714 ที่เมืองชเวโบในพม่าตอนบน ซึ่งตอนนั้นเพียงหมู่บ้านที่มี 300 หลังคาเรือน
รู้จักกันในชื่อว่ามุกโซมโย อูอองเซยะหรืออลองพญานั้นอยู่ในชนชั้นเจ้าที่ดิน
บรรพบุรุษหลายรุ่นของเขาเป็นชนชั้นปกครอง นอกจากนี้อลองพญายังได้อ้างว่าเขาสืบเชื้อสายจากกษัตริย์อะนอระธา
Emmanuel
guillon (1999) ได้กล่าวถึงภูมิหลังของปฐมกษัตริย์อลองพญาไว้ในหนังสือ
The
Mons, A Civilization of Southeast Asia โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า จากหลักฐานและข้อมูลของฝ่ายมอญอ้างว่าอูอองเซยะไม่น่าจะใช่นายบ้าน
(สุจี)
ธรรมดา
อาจเป็นเชื้อสายห่าง ๆ ของราชวงศ์ตองอูด้วย
ตำแหน่งด้านการปกครองเขาน่าจะใหญ่กว่านายบ้านธรรมดา อาจถึงระดับเจ้าเมือง
แม้ในหลักฐานของพม่าเองก็กล่าวว่า
เขาได้เตรียมการมานานแล้วที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ตั้งแต่ก่อนที่กรุงอังวะจะเสียแก่พะโคด้วยซ้ำ
เพราะเห็นความเสื่อมโทรมของบ้านเมือง (คือเตรียมตัวเป็น
Min Laung) ดูไม่น่าเป็นไปได้ที่นายบ้านธรรมดาคนหนึ่งจะคิดไปไกลถึงเพียงนั้นได้
ทั้งหมดนี้ล้วนส่อว่าเขาน่าจะเป็นชนชั้นนำระดับสูงพอมควรในระบบการปกครองของราชวงศตองอู
นิธิ
เอียวศรีวงศ์ (2018) ได้กล่าวถึงภูมิหลังของปฐมกษัตริย์อลองพญาไว้ในหนังสือ
ว่างแผ่นดิน ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ “กรุงแตก” ในสามราชอาณาจักร
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า อูอองเซยะเป็นผู้มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจที่กว้างวางมาก่อน
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เครือข่ายนี้น่าจะแผ่ไปถึงบางส่วนของชนชั้นนำในระบบปกครองด้วย
(ผ่าน Gentry
ซึ่งอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ของเขาอยู่แล้ว)
เขาน่าจะเป็นคนที่มีอิทธิพลกว้างขวาง
จึงสามารถมีสมัครพรรคพวกได้มากพอจะตอบสนองการรุกแผ่อำนาจของฝ่ายพะโคได้ทัน
หรือสามารถมีความคิดฝันทางการเมืองไปไกลขนาดที่หลักฐานพม่ากล่าวไว้
ในขณะที่เครือข่ายใหญ่อันมีพระเจ้าแผ่นดินที่อังวะเป็นศูนย์กลางเสื่อมสลายลง อู
อองเซยะต้องเป็นหนึ่งในผู้นำเครือข่ายที่เป็นอิสระจากการครอบงำของเครือข่ายของราชสำนัก
อีกทั้งเครือข่ายของเขาต้องกว้างใหญ่กว่าเครือข่ายระดับหมู่บ้านแน่นอน
ดี.จี.อี.ฮอลล์
แปลโดย วรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และคณะ (2014)
ได้กล่าวถึงกำเนิดอาณาจักรคองบอง ไว้ในหนังสือ
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล่ม 1 โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า เมื่ออุปราชมอญเลิกทัพกลับไปหงสาวดี
ได้ทิ้งตะละปั้นคุมกองทัพซึ่งมีกำลังไม่เพียงพอไว้ปราบกบฎต่าง ๆ ทั่วไปในพม่า
ดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านมุตโซโบมโยจึงซ่องสุมผู้คนขึ้นต่อต้านกองทหารมอญและได้ชัยชนะมาอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าหมู่บ้านผู้นี้เรียกตัวเองว่าอองเซยะ แปลว่า ผู้มีชัย
พงศาวดารพม่ามหายาสะวิน กล่าวว่า เป็นผู้ที่เทพยดาผู้รักษาพระศาสนาดลใจ
เพราะอองเซยะตระหนักว่าจะต้องเป็นผู้นำขบวนการกู้ชาติ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1752
ตะละปันคุมกองทัพมาระดมตีที่มั่นของอองเซยะก็ถูกตีแตกพ่ายกลับไป
เดือนต่อมาอองเซยะเป็นฝ่ายรุกเข้าไปตีค่ายมอญซึ่งตั้งสกัดกั้นไม่ให้พม่าออกไปหาเสบียงอาหาร
ทหารมอญตีแตกไปทั้งค่าย ทิ้งอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้ อองเซยะขณะนั้นจึงเป็นมินหลวง
คือผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ เรียกตนเองว่า อลองพญา แปลว่า พระโพธิสัตว์
Michael
และ
Maitrii Aung-Thwin (2013) ได้กล่าวถึงกำเนิดอาณาจักรคองบอง
ไว้ในหนังสือ A
History of Myanmar since Ancient Times โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า
ขั้นตอนแรกที่สำคัญในการรวมอาณาจักรก่อนที่จะไปยึดพม่าตอนล่าง
ก็คือการยึดเขตแห้งแล้งในพม่าตอนบน โดยรวบรวมทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการทหารก่อน
โดยเข้ายึดอังวะ ซึ่งมีทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรวัตถุ ป้อมปราการ
และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ.1754 กองทัพของอลองพญาบุกเข้ายึดครองอังวะ
ในขณะได้ยินข่าวว่ากองทหารพะโครวมทัพใหม่และมุ่งตรงมาอังวะ
กองเรือที่ส่งขึ้นมาก็ถูกบดขยี้โดยกองเรือของอลองพญา
จากนั้นก็เริ่มยึดเมืองป้อมปราการสำคัญบนฝั่งแม่น้ำอิรวดี
เพื่อควบคุมยุทธศาสตร์สำคัญจากเหนือจรดใต้ เข้ายึดเมืองแปร (Prome)
ในเดือนกุมภาพันธ์
ค.ศ.1755 ยึดดากอง (Dagon)
เมษายน ค.ศ.1755 และเปลี่ยนชื่อเป็น
ยานโกง (Yangon)
ปีต่อมาในเดือนกรกฎาคม เข้ายึดสิเรียม (Syriam) และพะโค
(Pegu) ในปี ค.ศ. 1757
ดุลยภาค
ปรีชารัชช (2014)
ได้กล่าวถึงกำเนิดอาณาจักรคองบอง ไว้ในบทความเรื่อง ทำไมราชวงศ์คองบองยุคต้นถึงเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพทางทหาร
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในแง่การขยายตัวของรัฐ ราชวงศ์คองบองได้ฟื้นฟูพละกำลังจากการยึดกุมเขตกสิกรรมทางแถบชเวโบและอังวะ
แล้วมุ่งลงใต้เพื่อผนวกฐานการค้าในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี รัฐคองบองยุคต้นสามารถที่จะผนวกกระชับดินแดนเหล่านี้ได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ
(โดยเฉพาะหลังการกุมชัยชนะเหนือมอญที่ย่างกุ้ง-หงสาวดี) โดยปัจจัยดังกล่าว
ได้ทำให้จักรวรรดิพม่ามีพลังสะสมจากเขตกสิกรรม "Dry
Zone" ทางตอนเหนือ และเขตพาณิชยกรรม "Delta"
ทางตอนใต้
ซึ่งส่งผลให้อาณาเขตรัฐแผ่ตัวยาวเหยียด ครอบคลุมหัวเมืองต่าง ๆ
ตามแนวแม่น้ำอิระวดี นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่สุด
อาจหนีไม่พ้นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดินแดนประเพณีทางภูมิศาสตร์ที่ว่า เขตหัวใจทาง Dry
Zone ของพม่าที่เคลื่อนตัวมาประชิดแตะกับเขต Delta
ตรงปากน้ำอิระวดี
หรือบางส่วนของปากน้ำสะโตง-สาละวิน มักมีขนาดพื้นที่และปริมาณหัวเมือง
ที่มากกว่าเขตแดนแกนตรงแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
มาโนช
พรหมปัญโญ
(2004) ได้กล่าวถึงกำเนิดอาณาจักรคองบอง
ไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง การเรืองอำนาจของราชวงศ์คองบอง ค.ศ. 1752-1776
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในเวลาเพียง 25
ปีแรกนับแต่รัชกาลพระเจ้าอลองพญา พระเจ้านอดอจี
และพระเจ้าเฉงพยูฉินของการสถาปนาความมั่นคงทางอำนาจการปกครองของราชวงศ์คองบอง
ยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การเรืองอำนาจของราชวงศ์คองบองอันสัมพันธ์กับบริบททางสังคมร่วมสมัย
วิเคราะห์ได้ 4 ประการด้วยกัน คือ ประการแรกผ่านปัจจัยด้านการสงคราม
การสร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่ คือราชวงศ์คองบองที่มีเอกภาพ ประการที่สอง คือ
ศาสนาโดยการประกาศตนเองเป็นองค์อุปถัมภกในพระพุทธศาสนา ประการที่สามคือส่วยอากร
ดังปรากฎการสร้างระบบชลประทาน พื้นที่ทางการเกษตรเพาะปลูกและจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่และกองกำลังหนุนอันประกอบด้วยชนหลายเผ่ามาช่วยเหลือเป็นกองกำลัง
และประการสุดท้ายคือเรื่องของการค้า
ที่มุ่งสร้างพันธมิตรใหม่ทั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษและฝรั่งเศส
มาโนช พรหมปัญโญ
(2004)
ได้กล่าวถึงแนวคิด
โครงสร้าง และวิธีการปกครองสมัยคองบองไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง การเรืองอำนาจของราชวงศ์คองบอง
ค.ศ. 1752-1776 โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า คติ
แนวความคิดและปรัชญาทางการเมืองการปกครองของพม่ายุคจารีตที่สำคัญนั้นมีรากฐานจากวัฒนธรรม
3 กระแสหลัก คือ พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และการนับถือผี
ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและสถาบันทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ
และวัฒนธรรมของพม่ายุคจารีตทั้งสิ้น รวมถึงระบบการบริหารราชการแผ่นดินด้วยเช่นกัน
โรเบิร์ต
เทเลอร์ แปลโดย พรรรงาม เหล่าธรรมสาร และคณะ (2007)
ได้กล่าวถึงแนวคิด
โครงสร้าง และวิธีการปกครองสมัยคองบองไว้ในหนังสือ รัฐในพม่า
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า รัฐก่อนยุคอาณานิคม คือ รัฐที่มีการปกครองปิตาธิปไตย
ลักษณะเช่นนี้จะประกอบด้วยพลังภายในอันเข้มแข็ง ณ ศูนย์กลาง
ที่คอยดึงทึ้งอำนาจของพระมหากษัตริย์และราชสำนักส่วนกลางอยู่ตลอดเวลา
ในขณะเดียวกันพลังนี้ก็มีรากฐานอยู่บนความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปมาของความสัมพันธ์แบบผู้อุปถัมภ์กับผู้รับความสัมพันธ์ลักษณะนี้มีอยู่ทุกระดับ
ตั้งแต่พระมหากษัตริย์และข้าราชบริพาร ลงมาจนถึงระดับผู้ดีในท้องถิ่น ทั้งเจ้านาย
เสนาบดี ข้าราชการในจังหวัด กำนันผู้ใหญ่บ้าน
ตลอดทั้งพวกที่แย่งชิงอำนาจกันอยู่รอบ ๆ อาณาจักรของรัฐ
พวกนี้ล้วนแล้วแต่พยายามที่จะแสวงหาโอกาสที่จะสร้างฐานอำนาจเพื่อที่จะได้เก็บรักษาความมมั่งคั่งและอำนาจนั้นไว้ในมือ
รัฐบาลกลางต้องต่อสู้และจัดกลุ่มอำนาจใหม่อยู่เสมอ
เพื่อควบคุมทรัพยากรที่ได้มาจากเกษตรกรรมและการค้า
ลักษณะการปกครองและการเมืองแบบตามพระราชอัธยาศัยของพระเจ้าแผ่นดิน
ก่อให้เกิดการต่อสู้ระหว่างรัฐส่วนกลางและส่วนที่อยู่รอบนอกอยู่เสมอ ไมเคิล อาดาส (Michael
Adas) พูดถึงโครงสร้างรัฐแบบนี้ว่าเป็นรัฐปฏิปักษ์ (contest
state) โดยตั้งข้อสังเกตว่า
หัวใจของการบริหารการเมืองเช่นนี้คือการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ หรือจกรพรรดิ
ซึ่งอ้างว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวในสังคม
แต่การถูกท้าทายจากศูนย์อำนาจของคู่แข่งในชนชั้นปกครอง ตลอดทั้งการปกครองที่อ่อนแอ
ความตั้งใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้มแข็ง
การคมนาคมที่ขาดแคลนและจำนวนประชากรที่ต่ำเมื่อเทียบกับอัตราส่วนที่ดินทำกิน
ทำให้เก็บรักษาแรงงานและกฎระเบียบไว้ได้ยาก
ทั้งหมดนี้ทำให้การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ยาก
พรพิมล ตรีโชติ
(1999) ได้กล่าวถึงแนวคิด
โครงสร้าง และวิธีการปกครองสมัยคองบองไว้ในหนังสือ ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในแง่ประวัติศาสตร์
ช่วงเวลาก่อนปี ค.ศ.1824
กลุ่มชาติพันธุมีโครงสร้างทางสังคมและการปกครองเป็นของตนเอง
รัฐพม่าจากส่วนกลางจึงมิได้มีความพยายามจะรวมดินแดนเหล่านี้เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างของรัฐพม่า
แต่ยังคงให้สิทธิเสรีภาพแก่ผู้ปกครองกลุ่มต่าง ๆ ในการปกครองดูแลตนเอง
ในบางท้องที่อาจจะส่งข้าราชการผู้ใหญ่ไปคอยดูแลเพื่อทำหน้าที่ที่ปรึกษาและรวบรวมภาษี โดยมิได้แทรกแซงกิจการปกครองภายใน
นโยบายปกครองกลุ่มชาติพันธุ์ของรัฐพม่า
จึงเป็นการปกครองแบบกระจายอำนาจให้แก่ผู้ครองนครรัฐเดิม
ความสัมพันธ์ของชนกลุ่มน้อยต่ออำนาจรัฐพม่าจากส่วนกลางจึงมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับผู้นำท้องถิ่นประจำแคว้นหรือผู้นำของตนเองจะมีสูงกว่า
ดังนั้นสำนึกในความเป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธ์และความผูกพันกับผู้นำท้องถิ่น
จึงมีสูงกว่าสำนึกในการเป็นสมาชิกของรัฐพม่าและนี่เป็นสาเหตุของปัญหาการสร้างชาติของพม่าในสมัยหลังอาณานิคม
บุญเทียม พลายชมพู (2005)
ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ศึกอลองพญาไว้ในหนังสือ พม่า
: ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ต้นปี ค.ศ.1760
เมื่อพระเจ้าอลองพญาทรงรุกรานเมืองเมาะตะมะ เมืองทวาย และยึดเมืองตะนาวศรีไว้ได้โดยใช้เรือเล็ก
ๆ ของเชลยยุโรป
ต่อจากนั้นพระองค์ได้ยกทัพไปทางตะวันออกข้ามเนินเขาไปทางฝั่งอ่าวสยาม
แล้วมุ่งไปทางเหนือ และยึดเมืองชายทะเลของสยาม
พระเจ้าอลองพญาทรงล้อมกรุงศรีอยุธยาในเดือนเมษายน
ค.ศ.1760 โดยทรงคาดการณ์ว่าจะยึดเมืองนี้ไว้ได้ก่อนฤดูมรสุม
พระเจ้าอลองพญาได้ทรงส่งบรรดาทูตเข้าไปเจรจาให้พระเจ้ากรุงศรีอยุธยายอมแพ้
ทรงอ้างว่าพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ มีพระราชประสงค์จะหลีกเลี่ยงการนองเลือด
ต่อมาพระเจ้ากรุงสยามทรงยอมส่งทูตมาเจรจาสันติภาพ
แต่ข้อเสนอของพระเจ้าอลองพญาสุดวิสัยที่จะตกลงกันได้ ขณะที่เตรียมการโจมตี
พระองค์ทรงพระประชวรกะทันหัน ตามพงศาวดารไทยกล่าวว่า
พระองค์ได้รับบาดเจ็บเพราะปืนใหญ่ระเบิด แต่หลักฐานพม่ากล่าวว่าประชวรด้วยโรคบิด
จึงสั่งให้ถอยทัพ พระเจ้าอลองพญาเสด็จมาถึงเมืองสะเทิม ก็สวรรคต
มิคกี้
ฮาร์ท (2018) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ศึกอลองพญาไว้ในหนังสือ
โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในปี
พ.ศ.2303 พระเจ้าอลองพญายกทัพมายึดเมืองตะนาวศรี
ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น หลังจากยึดเมืองตะนาวศรีได้แล้ว
จึงเคลื่อนทัพเข้าทางช่องแคบสิงขร ยึดเมืองกุยบุรี เพชรบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรีไว้ได้
ก่อนจะมาตั้งค่ายอยู่ที่ลำคลอง ศึกครั้งนี้พระเจ้าอลองพญาไม่สามารถตีพระนครแตก
เนื่องจากพระองค์ทรงประชวรหนัก จึงต้องยกทัพกลับ
เมืองใกล้ถึงเมาะตะมะพระองค์ก็เสด็จสวรรคต
สุเจน กรรพฤทธิ์ (2017) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ไว้ในหนังสือ 2310 อวสานกรุงศรีฯ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในปี พ.ศ.2306 พระเจ้ามังระขึ้นครองราชย์ พ.ศ.2307 ทัพเนเมียวสีบดีโจมตีเชียงใหม่ ล้านช้าง ทัพมังมหานรธาที่ทวายส่งทัพเข้าโจมตีหัวเมืองด้านตะวันตก พ.ศ.2308 ทัพเนเมียวสีบดีมาตั้งที่ลำปางจากนั้นเคลื่อนลงใต้ตีหัวเมืองเหนือ ต่อมาทัพมังมหานรธาเคลื่อนออกจากทวาย จากนั้นทัพทั้ง 2 เข้าประชิดอยุธยา เกิดกรณีค่ายบางระจัน จากนั้นพ.ศ.2309 อยุธยาพยายามตีค่ายทัพอังวะที่ตั้งล้อมกรุงแต่ล้มเหลว อยุธยาพยายามเจรจาสงบศึกแต่ไม่ได้ผล ทัพอังวะเริ่มขุดอุโมงค์เพื่อทำลายกำแพงเมือง พระยาตากนำทัพจำนวนหนึ่งหนีไปทางตะวันออก พ.ศ.2310 เสียกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2012)
ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ไว้ในหนังสือ พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า การเปลี่ยนรัชกาล
(จากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ-พระเจ้าอุทุมพร-พระเจ้าเอกทัศน์) คราวหลังนี้เป็นเหตุร้ายและเป็นต้นเหตุที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า
เพราะพระเจ้าแผ่นดินซึ่งปกครองบ้านเมืองเสมอได้ถูกสาปสรรว่าไม่สมควรจะปกครองบ้านเมือง
นิธิ
เอียวศรีวงศ์ (2018) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ไว้ในหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า กองทัพคองบองได้เล็งเห็น และเข้าทำลายจุดอ่อนที่สุดของอาณาจักรอยุธยา
ซึ่งก็คือการควบคุมกำลังคน และการควบคุมหัวเมือง นอกจากนี้กองทัพพม่าได้เปิดโอกาสที่จะให้หัวเมืองได้ปลดแอกการกดขี่ในนามของกษัตริย์อยุธยา
นั่นคือการปฏิวัติของหัวเมืองต่อราชธานี
สุเนตร ชุตินธรานนท์ (2018) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ไว้ในหนังสือ สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า การเสียกรุงอยุธยาครั้งที่ 2 เป็นการพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีทางทหาร ซึ่งกองทัพคองบองใช้ยุทธวิธีใหม่ เช่น ยุทธศาสตร์คีมหนีบ ยุทธศาสตร์น้ำมาแล้วไม่ถอย และการขุดรากกำแพงเผาไฟ ทำให้กรุงศรีอยุธยาล่มสลาย โดยการพ่ายแพ้นั้นไม่ได้เกิดจากความด้อยความสามารถของกษัตริย์อยุธยา
ดวงธิดา ราเมศวร์ (2006) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอังกฤษ-พม่า 3 ครั้ง ไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์และราชวงศ์อาเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในสมัยพระเจ้าโพดอพญา เริ่มต้นความขัดแย้งกับอังกฤษ เมื่อการกบฏที่อาระกัน ในพ.ศ.2337 พระองค์ก็ส่งกำลังไปปราบ แต่หัวหน้ากบฏหลบหนีเข้าไปในดินแดนอังกฤษ ใน พ.ศ.2338 อังกฤษจึงส่งผู้แทนมายังกรุงอมรปุระ (Amarapura) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของพม่าในสมัยของพระเจ้าโพทอพญา เพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในอาระกัน แต่การเจรจาล้มเหลว นับแต่นั้นมาปัญหากับอังกฤษก็เริ่มลุกลามใหญ่โตขึ้น เมื่ออังกฤษเริ่มส่งกองทหารทำสงครามกับพม่าตั้งแต่ พ.ศ.2327 กระทั่ง พ.ศ.2328 อังกฤษก็สามารถยึดดินแดนอัสสัม อาระกัน และตะนาวศรี ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้ามินดง (Mindon) ในระหว่าง พ.ศ. 2395 ถึง 2396 มีผลให้รัฐทางใต้ทั้งหมดของพม่าต้องตกไปเป็นของอังกฤษ จนพระเจ้ามินดงต้องถอยเข้าไปตอนบน โดยสร้างมัณฑะเลย์เป็นเมืองหลวง และครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในพ.ศ. 2428 ในสมัยพระเจ้าธีบอ (Thibaw) ซึ่งครั้งนั้นอาณาจักรพม่าก็ต้องตงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
สุดา ชาห์ (2018)
ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สงครามอังกฤษ-พม่า 3 ครั้ง
ไว้ในหนังสือ ราชันผู้พลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง
โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า สงครามอังกฤษ-พม่า (Anglo-Burmese
war) เกิดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกระว่างปี 1824-1826
จบลงด้วยชัยชนะของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British
East India Company) ภายใต้การลงนามในสัญญายันดาโบ
พม่าสูญเสียดินแดนบางส่วนที่เคยครอบครองให้แก่อังกฤษ ได้แก่ รัฐอัสสัม รัฐมณีปูร์
และรัฐอาระกัน สงครามครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ.1852-1853 จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ
ครั้งนี้ พะโค หรือ หงสาวดี ถูกผนวกเข้าไปอยู่ในเขตการปกครองของอังกฤษ
โดยอังกฤษเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่า “พม่าตอนล่าง”
สงครามครั้งที่
3 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.1885
จุดแตกหักคือกรณีพิพาทระหว่างราชสำนักมัณฑะเลย์กับบริษัทบอมเบย์เบอร์มา การค้า
ราชสำนักกล่าวหาว่าบริษัทฯ จ่ายค่าภาคหลวงสัมปทานในการขนไม้ออกจากป่าต่ำกว่าที่เป็นจริง
จึงเรียกเก็บค่าปรับจำนวนมหาศาล รัฐบาลอังกฤษถือโอกาสเข้าแทรกแซงและประกาศสงคราม
ส่งกองทหารเข่ยึดกรุงมัณฑะเลย์ ปลดพระเจ้าธีบอออกจากบัลลังก์
และประกาศให้พม่าเป็นจังหวัดหนึ่งของบริติชอินเดีย
จากการศึกษาประเด็นการเมืองการปกครองในสมัยคองบอง
พบว่ามี 6 ประเด็นย่อย ดังนี้ 1)
ภูมิหลังของปฐมกษัตริย์อลองพญา
พบว่างานทั้ง 3 ชิ้น มีความสอดคล้องกันในการตีความหลักฐาน
แก่นของการนำเสนอและบริบทต่าง ๆ กล่าวคือ
ได้พยายามจะให้คำอธิบายเกี่ยวกับชาติกำเนิดของกษัตริย์อลองพญาในลักษณะทวนกระแสหลัก
โดยอาศัยการวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์
คือพยายามจะกล่าวว่าชาติกำเนิดของอูอองเซยะหรืออลองพญานั้น
ไม่ได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านธรรมดาดังที่ปรากฏในหลักฐานต่าง ๆ
แต่เป็นกลุ่มชนชั้นนำเดิม หรือชนชั้นนำจารีต(Traditional
elite) ในยุคตองอู-นยองยาน (Restored
Toungoo) ที่มีอำนาจในระดับหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว 2)
กำเนิดอาณาจักรคองบอง
พบว่างานของฮอลล์นั้น
ได้อธิบายการกำเนิดของอาณาจักรคองบองแบบ Simple
story คือกล่าวถึงว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
ในขณะที่งานของไมเคิล อ่อง ทวิน ดุลยภาค ปรีชารัช และมาโนช พรหมปัญโญ
เน้นการใช้คำอธิบาย และเหตุผลเชิงรัฐศาสตร์โดยเน้นปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
ซึ่งมีลักษณะของงานประวัติศาสตร์สมัยใหม่
แต่อย่างไรงานของฮอลก็มีอิทธิพลต่องานชิ้นอื่น ๆ
เนื่องจากเป็นงานเล่มแรกที่สร้างประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นมา
และปรากฏอ้างอิงในหนังสือทุกเล่ม 3) แนวคิด
โครงสร้าง และวิธีการปกครอง พบว่า งานของมาโนช พรหมปัญโญ
ให้ความสำคัญกับรากฐานแนวคิดการปกครองที่มาจากพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และการนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ
งานของโรเบิร์ต เอช เทเลอร์ พยายามที่จะนำทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ เช่น ปิตาธิปไตย
และรัฐปฏิปักษ์มาใช้ในการอธิบายโครงสร้างการปกครอง และงานของพรพิมล
ตรีโชติให้ความสำคัญกับการปกครองของรัฐพม่าที่มีต่อกลุ่มชาติพันธ์อื่น ๆ
ในอาณาจักร ซี่งงานทั้ง 3
ชิ้นได้นำเสนอแต่ละด้านของการปกครองในยุคคองบองไว้อย่างชัดเจน 4)
เหตุการณ์ศึกอลองพญา
พบว่าทั้ง 3 ชิ้น
ให้คำอธิบายไว้คำอธิบายไว้ค่อนข้างสอดคล้องกัน กล่าวคือ
พระเจ้าอลองพญารวบรวมพม่าตอนล่างได้สำเร็จ
จากนั้นก็ต้องการจะทำลายอยุธยาซึ่งเป็นอาณาจักรใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
แต่ความต้องการยังไม่สำเร็จก็ประชวรและสวรรคตไปก่อน แต่ในงานของ บุญเนียม พลายชมพู
ยังมีการกล่าวถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับสาเหตุของการสวรรคตของพระเจ้าพลองพญาที่พงศาวดารของพม่าและของไทยที่ได้กล่าวไว้ไม่ตรงกัน
5) เหตุการณ์อยุธยาเสียกรุงครั้งที่
2 พบว่า
งานทุกชิ้นได้มีการถกเถียงกันในเรื่องสาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
โดยงานแต่ละชิ้นให้ความสำคัญกับปัจจัยที่นำไปสู่การล่มสลายของอยุธยาที่แตกต่างกัน
โดยงานของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้ความสำคัญกับโครงสร้างการปกครอง เช่น
การคุมหัวเมือง และการคุมทรัพยากรคน งานของสุเนตร ชุตินธรานนท์
ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสงครามของทั้ง 2
ฝ่ายที่นำมาสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว
งาน 2 ชิ้นนี้ได้ขึ้นมามีพื้นที่และหักล้างแนวความเชื่อเดิมที่แพร่หลายในสังคมไทยของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่กล่าวว่าการที่อยุธยาเสียกรุงเพราะการกษัตริย์ที่ไม่ปรีชาสามารถ
และมัวเมาในอำนาจ สุราและนารี 6) สงครามอังกฤษ-พม่า
3 ครั้ง พบว่างานทั้ง 2
ชิ้นใช้คำอธิบายแบบ
Simple story โดยเรียงลำดับเหตุกาณ์จากสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่
1 ถึงครั้งที่ 3
ไปพร้อมกับการเสียดินแดนในภาคใต้
การเสียดินแดนตะวันออก การเสียดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี
ไปจนถึงการล่มสลายของอาณาจักรคองบอง
Comments
Post a Comment